สาเหตุที่มุสลิมจะต้องถือศีลอดในเดือนรอมฏอน (Why do Muslims fast in Ramadan month ?)

manmukem's picture

http://data1.ibtimes.co.in/en/full/526585/ramadan-2014.jpg

(1)

            อิสลามมีการมัดย้อมตบะและปะชุนวิถีชีวิตของศาสนิกชนอย่างชัดเจน เพราะมันคือแนวทางเดียวที่จะคอยเป็นไม้บรรทัดในการรักษาบาทวิถีแห่งศาสนิกอิสลามให้คงอยู่อย่างทรงพลังไปด้วยความเชื่อที่ไม่ลังเล และเข้มข้นไปด้วยการปฏิบัติอย่างไม่เคยย่อท้อ เพราะความเชื่อแห่งศาสนาคือเครื่องปรุงแต่งจิตวิญญาณของพวกเขาอย่างปฏิเสธไม่ได้  หลักการศาสนาถือเป็นไมล์หลักมุ่งที่ศาสนิกมักยึดถืออย่างเข้มข้น ก็เพียงเพื่อรักษาพวกเขาให้คงทนบนหนทางแห่งศาสดา

            เดือนรอมฏอนซึ่งเป็นหมุดหมายแห่งการอภัยโทษเดินทางมาหาเราอย่างช้าๆ แต่ก็อีกนั่นแหละ ก้าวของมันช่างมันคงและมีพลัง มันคือการหวนคืนมาของสายลมที่เรารู้จักชื่อกันดีคือ "อัลมูซีเราะ" สายลมที่พัดมาพร้อมกับอายเย็นแห่งความเมตตา สาวสวรรค์เอ่ยถาม ริดวาน ผู้เฝ้าประตูสวรรค์ "นี่คือสายลมอันใดและคืนนี้คือค่ำคืนอะไร" ริดวานกล่าวตอบด้วยรอยแสยะยิ้มว่า "มันคือสายลมที่หวนคืนมาเมื่อถึงวันที่พระเจ้าสัญญา ลมชนิดนี้เดินทางมาหาเราในเดือนแห่งความจำเริญซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยพัดหวนมา" พระเจ้าสั่งให้มาลิก ผู้เฝ้าประตูนรกปิดประตูนรก ส่วนริดวานเปิดอ้าประตูสวรรค์เนื่องจากคำบัญชา คำอวยพรแห่งพระเจ้าที่มาพร้อมญิบรีล ทูตสวรรค์ ได้ถูกโปรยลงบนผืนดินแก่ประชาชาติมูฮัมหมัด

          นอกจากบุคคล 4 ประเภท คือ ชายผู้ติดเหล้าเป็นนิสัย พี่น้องที่ลิดรอนสิทธิเพื่อนบ้าน ลูกที่เนรคุณต่อพ่อแม่และผู้ที่โกรดกับพี่น้องของเขาเกิน 3 วัน เรารับรู้เรื่องราวเหล่านี้ผ่านการนำเสนอจากฮาดิษของอิบนุอับบาส 

           ในหนังสือฆันนียะฮฺ ซึ่งนำเสนอโดยอับดุลกอดิร อัลญัยลานีได้ระบุว่า

            การลงมาของทูตสวรรค์เพื่อขอความสันติแด่มนุษย์จะถูกปฏิเสธจาก 3 สถานที่ คือ บ้านที่มีสุนัข สถานที่มีมนุษย์ผู้มีหลั่งน้ำอสุจิแบบต้องห้าม และบ้านที่มีรูปปิดฝาผนังจากสิ่งมีชีวิตทั้งสัตว์และมนุษย์

            เดือนแห่งความเมตตาพระเจ้าจะถามแก่บ่าวของพระองค์ว่า

             ใครบ้างที่พร้อมจะขอ เราจะให้เขา

             ใครบ้างที่ขออภัยโทษ เราจะไม่ลังเล

             และใครบ้างที่สำนึก เราจะอภัย คำถามเหล่านี้ถูกวนเวียนในทุกวันตลอดเดือนรอมดอนจากความเมตตาของพระเจ้า

            ท่านคอลีฟะหฺอุมัร บิน อัล-คอตต็อบ กล่าวว่า "ไม่มีคำปฏิเสธสำหรับพระเจ้าของบ่าวที่เอ๋ยปากขอ"

             นับเป็นความโชคดีของมิตรสหายที่พบเจอเดือนแห่งความจำเริญ เพราะมันเป็นเสมือนตัวแทนแห่งความรักที่พระเจ้าหยิบยื่นให้ กระนั้นช่างขาดทุนสำหรับผู้ไม่ได้กอบโกยอะไรเลย พวกเขาคือผู้ล้มละลายที่แท้จริง

http://f.tqn.com/y/islam/1/W/T/9/72650560.jpg

(2)

              สิ่งที่ต้องมากที่สุดในเดือนรอมดอนคือการละหมาด โดยเฉพาะการยืนบนผ้าซายาดะห์ยามค่ำคืน และการชำระเวลาเพื่อให้หมดไปกับการอ่านอัลกุรอ่าน "เดือนนี้ไม่ใช่เป็นเดือนหยุดกินและดื่มตอนกลางวันแล้วมาถล่มในครัวอย่างหนักในตอนกลางคืนด้วยความหิวโหย"

              กระนั้น นี่คือเดือนแห่งการเรียนรู้เพื่อลดอัตตาและตบะแห่งความอยาก ตลอดจนฝึกที่จะเลิกทำตามข้อเรียกร้องของอารมณ์จนออกนอกหน้า

              แต่ก็อีกนั่นแหละ รอมดอนไม่ได้มีและ ไม่ใช่เพื่อกอบโกยหรือแสดงกรรมสิทธิ์ของราคะมากกว่าเดือนอื่น

              แต่เดือนนี้คือแม่แบบแห่งการสำรวม แม่พิมพ์แห่งการอดกลั้น และแนวทางเพื่อเข้าสู่การย่างย่ำ แห่งปุถุชนตามรอยบาทวิถีแห่งศาสดา เพื่อเรียนรู้โลกแห่งผู้ไม่มีอันจะกินและควานคว้าในถุงตัวเองเพื่อแบ่งปัน

              พระเจ้าจึงบอกให้เรารู้เป็นนัยว่า การให้ผู้ละศีลอดเพียงเม็ดอินทผาลัมและน้ำสักแก้วก็เพียงพอแล้วที่จะได้รับการตอบแทนจากพระองค์  จะมากมายขนาดไหนหากเราเป็นมากกว่าผู้ให้ แต่ก็อีกนั่นแหละ ช่างอัปยศสำหรับผู้พบและประสบเดือนรอมดอน แต่เขาไม่ได้กอบโกยความดีแม้แต่นี้

             จึงไม่แปลกคำกล่าว "อามีน" ของศาสดาดังลั่นมิมบัรหลังมาลาอีกะห์กล่าวสาปแช่งผู้ไร้การตักตวงและไร้การแสวงหาการโปรดปรานจากพระองค์ในเดือนรอมดอน

(3)

             น้อยคนนักที่จะมีโอกาสสบตารอมาดอนอย่างซึ่งหน้า การตกหลุมรักรอมาดอนนับเป็นพลังที่เพียงพอแล้วในการเปลี่ยนตัวเอง

               เรารับรู้เรื่องนี้ได้จาก ฮาดิษ ของท่าน อัสสาญูตี ในหนังสือ ญามีอุซซอกีร

             จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตสำหรับประชาชาติยุคสุดท้ายปีละ 1 เดือน

             นาบีดาวุดใช้จุดเปลี่ยนนี้เพื่อปรับจิตวิญญานของตัวเองปีละ 6 เดือน 
            ในขณะที่นาบีมูซาและอีซาใช้ปีละ 40 วันเพื่อเปลี่ยนตัวเอง

             นาบีนุฮฺ ถือศีลอดตลอดปี ยกเว้น 2 วันอีด

            อาอีชะ ก็ได้รายงานว่า การถือศีลอดในวันอาชูรอ ก็คือ หนึ่งในวิถีปฏิบัติของชาวกุเรชเดิม ในสมัยก่อนอิสลาม 

            โสเครตีสและเพลโต นักปรัชญากรีกอันเลื่องชื่อชำระตัวเองด้วยการอดอาหารปีละ 10 วัน

            ชาวซีเรียโบราณสละเวลา 1 วัน/สัปห์ดาเพื่ออดอาหาร

           นักรบอย่างมองโกลจะอดอาหาร 1 วันในทุก 10 วัน

           เรารับทราบจากการชาเราะฮฺ ของ ซัยยิด อัล-มัรตาฏอ จากหนังสือของอิหม่ามฆอซาลีชื่อ เอี่ยะยาอูลูมุดดีน ว่า "ชาวบนีอิสรออีลและนาบีมูซา ใช้วันอาชูรอในการถือศีลอดเพื่อเฉลิมในการเอาชนะฟิรอูน"

           ทั้งหมดมีเป้าหมายไม่ต่างกันเพื่อเชือดความอยากได้อยากมี อยากครอบครองออกจากวิถีชีวิตในแต่ละวัน
           ท่วงทำนองเหล่านี้ถูกกำหนดมาเพื่อลบรอยบาดแผลของจิตวิญญาน ปะชุนคุณธรรม ซ่อมแซมความยำเกรง ลดกิเลส เลิกการตามตัณหาอย่างไร้การตระหนัก ทุกคนจึงหาวิธีขัดเกลาตัวเองด้วยแนวทางที่ต่างกัน

          ผมเลือกทานข้าววันละมื้อ เฉพาะในตอนใกล้รุ่ง เพื่อต่อกรกับความอยากของตัวเองแบบผลัดกันเอาชนะ กระนั้นมีบ้างที่ผมแพ้ แต่ก็อีกนั่นแหละ กิเลสหยาบก็ใช่จะชนะถ่ายเดียว

         เมื่อเราต่างเข้าใจเป้าหมายตัวเอง ลองทิ้งอาการหิวให้อยู่กับร่างกายบ้างเพราะมันจะมาพร้อมกับความสมบูรณ์ของร่างกาย แต่เมื่อความหิวพลัดหลงไปจากร่าง กายแบบหมดจดความขี้เกียจจะเป็นมิตรสหายเราตลอดไป ปราชญ์ส่วนมากในอิสลามมักรับประทานอาหารแต่น้อย อิบรอฮีม ไรปูรี  ปราชญ์แห่งชมพูทวีป ได้รับประทานโรตีเพียงอย่างเดียวในเดือนรอมฏอนช่วงถือับประทานอาหารใกล้รุ่ง กระนั้น หลายคนก็เลือกรับประทานอาหารละศีลอดเพื่อให้เกียรติกับมิตรสหายที่เดินทางมาเยี่ยมเยือน 

         อิหม่ามฆอซาลีจึงบอกว่า "เราไม่ได้เรียกว่าการถือศีลอดเลยสำหรับคนที่ยังคงไว้ซึ่งพฤติกรรมการกินหรือการเป็นอยู่ในรูปแบบเดิม กระนั้นมีมากมายที่พวกเขาแค่เปลี่ยนเวลากินของตัวเองในเดือนรอมดอน เพราะพวกเขายังกินแบบเดือนอื่นๆ แต่ดูเหมือนจะมากกว่าเดิม

         แล้วพวกเขาจะได้บทเรียนอะไรจากการถือศีลอดเพื่อบำเพ็ญจิตวิญญาณ ในขณะที่วิถีของพวกเขายังย่ำบนถนนแห่งสนองตัณหาความอยากแบบเดิม

ของกำนัลที่พวกเขาได้รับจากรอมาดอนก็คือ โรคอ้วนที่มาพร้อมเชื้อร้าย
ในขณะสูตรสำเร็จของรอมดอนเปรียบเสมือนยาขนานที่ดีที่สุดที่คอยบำบัดผู้ป่วย

              แต่แนวทางของพวกเขาในเดือนรอมดอนใช้มันเพื่อตอบสนองความอยากและราคะ ไม่ต่างจากพวกเขากำลังเติมยาพิษ ให้ผู้ป่วย ไม่ใช่ยาถอนพิษ แล้วอาการของโรคจะหายไปได้จริงเหรอ?"

http://data1.ibtimes.co.in/en/full/529784/eid-al-fitr.jpg

(4)

             10 วันสุดท้ายของเดือนรอมดอน ไม่ใช่ห้วงยามแห่งการทอดน่องหรือย่ำออกไปบนท้องถนนเพื่อพบปะผู้คน พูดคุยในร้านหรู ละศีลอดในร้านอาหาร หรืออยู่บนหลักไมล์กิโลเพื่อออกย่ำไปไหนสักแห่งหนึ่ง 

             แต่ 10 คืนสุดท้ายคือห้วงยามที่เราต้องอยู่กับตัวเอง สงบในมุมหนึ่งที่เป็นมุมของเราอย่างแท้จริง อาณาจักรที่ไร้การอุปโลภ อาณานิคมที่ไร้การปรุงแต่ง อาณาบริเวณที่ไร้การละเล่น พื้นที่ไร้การหยอกล้อและเสียงหัวเราะ

            10 คืนสุดท้ายคือหมุดหมายของผู้แสวงหาบาทวิถีแห่งพระเจ้า เพราะมันคือของกำนัลชิ้นที่มีค่าที่สุดสำหรับบ่าวผู้ต่ำต้อย ในการใช้เป็นสะพานเพื่อเชื่อมร้อยกับผู้ทรงสร้าง เราใช้มันเพื่อตักตวงและกอบโกย ให้วิถีรอมดอนเข้ามาเป็นเนื้อเดียวกันกับวิถีชีวิตของเรา 

             ใช้10คืนเป็นเวลากบดานที่ไหนสักมุมของโลกใบนี้

            ไม่ใช่ใช้ 10 วันเพื่อแวะชิมอาหารร้านอร่อยแบบที่เคยเป็น

            10 วันแห่งการปลอดพ้นจากไฟนรกไม่ใช่มีเพื่อนัดคนรู้จักละศีลอดตามร้านอาหารหรู หากหลีกไม่ได้จงใช้บ้านมิตรสหายเพื่อพบปะ อย่างน้อยเราจะไม่บกพร่องในการประกอบกิจกรรมทางศาสนาที่สำคัญกว่าอาหารในร้านหรู

            มิตรสหายก็ใช่จะไร้ค่า แต่ห้วงยามนี้ค่าของรอมาดอนสำคัญกว่าสิ่งใด 

           โปรดใช้เวลาที่เหลือของรอมดอนเพื่อเปลี่ยนเรา เพราะมันมีพลังอย่างมากสำหรับเปลี่ยนผู้ที่ถูกสร้าง 

            "หาแหล่งพำนักเพื่อสงบวิเวก แล้วเราจะพบตัวเอง สหาย"

             นักวิชาการฮาดิษผู้โด่งดัง อย่าง เมาลา ซาการียา คานดะลาวี ได้กล่าวว่า "บรรพชนอิสลามจึงเลือกเอาห้วงยามนี้ ในการเข้าถึงพระเจ้า  อย่างเช่น อุมัร ใช้เวลาหลังจากละหมาดอีชาทั้งคืนเพื่อยืนละหมาดยามค่ำคืนในการเข้าถึงพระเจ้า  ท่านคอลีฟะหฺอุสมาน ยืนละหมาดและเน้นย้ำอย่างเข้มข้นถึงขนาดที่ว่า ใช้เวลาอ่านอัลกุรอ่านหนึ่งจบในละหมาดเพียงรอกาอัตเดียว  ท่านกอตอดะ ใช้เวลาในการอ่านอัลกุรอ่านจบภายใน 3 วัน กระนั้น เมื่อเข้าสู่ช่วง 10 คืนสุดท้าย ท่านจะอ่านวันละ 1 จบ อิบรอฮีม บิน อัดฮาม ปราชญ์ซูฟีผู้โด่งดัง ไม่หลับไม่นอนในเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน ในเดือนรอมฏอนเพื่อใช้เวลาทั้งหมดปฏิบัติคุณงามความดี ท่านอิหม่ามชาฟีอีอ่านกุรอ่านในเดือนรอมฏอน หมด 60  จบ"

(5)

              ฟิตเราะคือการชำระให้บริสุทธ์สำหรับมุสลิมผู้ถือศีลอด อิสลามมักแฝงมาตรการบางอย่างเพื่อชำระบาทวิถีของผู้ศรัทธาให้อยู่บนแนวทางที่สะอาดอยู่เสมอ

              เครื่องซักผ้าในรูปอิสลามมีพลังมากพอที่จะซักผ้าผืนที่แแปดเปื้อน กระบวนการจะชำระคราบสกปรกเหล่านั้นอย่างหมดจด

              แต่มีข้อแม้อยู่เพียงข้อเดียวนั่นก็คือ ผ้าที่ติดคราบสกปรกจะต้องมอบตัวเองให้กับเครื่องซักผ้าอย่างยอมจำนน โดยมั่นใจว่าผงซักฟอก เครื่องปั่น น้ำยาปรับผ้านุ่มและกระบวนการปั่นและอบจะทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่

              เกือบครบหนึ่งเดือนที่ทุกคนเฝ้าคอยชำระตัวเองผ่านการซักฟอกของรอมดอน การอดอาหาร การรักษาตัวเองให้ปลอดพ้นจากอบายมุขและเงื่อนไขต่างๆของการถือศีลอดมีพลังที่จะทำให้บ่าวผู้มีบาปได้รับการซักฟอก

             การละหมาดตารอเวี่ยะจะถนอมเส้นด้ายแห่งหัวใจให้มั่นคง

            เสียงแห่งอัลกุรอ่านจะเปลี่ยนวิถีของผู้ศรัทธา

            การละหมาดยามดึกคือป้อมปราการอันทรงพลังที่จะสร้างสำนึกแห่งอิสลามอย่างทระนง  เพราะละหมาดยามดึกสงัดคือของขวัญที่พระเจ้าเลือกจะหยิบยื่นให้เฉพาะมุอ์มิน

            ฟิตเราะฮฺจึงกลายเป็นน้ำยาปรับผ้านุ่มให้ผู้ผ่านการซักฟอกในระยะเวลาหนึ่งเดือนให้หอมบริสุทธิ์

            เมื่อถึงวันอีดบ่าวผู้ผ่านสนามแห่งการอดจะมีกลิ่นหอมเฉพาะของเครื่องฟอก ทูตสวรรค์จะปรากฏกายทุกซอกซอยเพื่อให้กล่าวสันติและขอความศิริมงคลให้

            นับเป็นโชคและพรอันประเสริฐในรอบปีสำหรับผู้ที่ผ่านตัวเองผ่านระบบการซักฟอกเหล่านี้ กระทั่งศาสดาได้กล่าวว่า

            "ความหายนะจะประสบกับผู้ที่ไม่ได้กอบโกยความดีอะไรเลยเมื่อเขาได้สบตากับรอมดอน"

              ยินดีด้วยสำหรับผู้ที่ยื่นตัวเองให้กับเครื่องซักผ้าของอิสลามที่มีมายังพวกเรา

             ผ้าที่มีรอยเปื้อนทุกประเภทได้รับการชำระอย่างหมดจดและ พระองค์ได้ทำให้พวกเราสะอาดและหวังว่าปีหน้าพระเจ้ายังจะเมตตาเราอย่างปีนี้   

             อามีน

ควนหิน, สงขลา  ประเทศไทย

15 กรกฎาคม 2558

 

Thai