ไม่เห็นมิได้หมายความว่าไม่มี โดย บรรจง บินกาซัน

Banjong Binkason's picture

 

ไม่เห็นมิได้หมายความว่าไม่มี

 

บรรจง บินกาซัน

 

 

มนุษย์รู้มานานแล้วว่าตัวเองมีชีวิตได้ก็เพราะมีวิญญาณอยู่ในร่างกาย ถ้าวิญญาณออกจากร่างเมื่อใด ร่างกายของมนุษย์ก็จะเน่าสลายกลายเป็นธุลีไปในไม่ช้า

เมื่อวิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้า มนุษย์จึงรู้ว่าเนื้อหนังและกระดูกของมนุษย์ประกอบไปด้วยแร่ธาตุหลากหลายชนิดที่มาจากดิน แต่ถึงกระนั้น นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถตอบคำถามได้ว่าวิญญาณเป็นอะไร เป็นแสงสว่าง? หรือเป็นความร้อน? หรือเป็นคลื่นแม่เหล็ก? หรือเป็นคลื่นไฟฟ้า? หรือเป็นกัมมันตรังสี? หรือเป็นอะไร.....

ยังมีคำถามตามมาอีกมากมายว่าวิญญาณเข้ามาในร่างกายของมนุษย์ตอนไหน? เข้ามาอย่างไร? วิญญาณมีการเจริญเติบโตไปพร้อมกับร่างกายหรือไม่? วิญญาณออกจากร่างกายทางไหน? ออกไปอย่างไร? วิญญาณจะกลับมาเป็นตัวเป็นตนอีกครั้งหนึ่งหรือไม่? ฯลฯ

คำถามเกี่ยวกับวิญญาณดังกล่าวข้างต้นเป็นคำถามสั้นๆง่ายๆ แต่ตอบยาก เพราะมนุษย์ไม่ได้เป็นผู้สร้างชีวิต อย่าว่าแต่วิญญาณเลย แม้แต่เนื้อหนังและกระดูกของตัวเอง มนุษย์ก็ไม่ได้สร้างและวิทยาศาสตร์ก็จนปัญญาที่จะให้คำตอบ

เมื่อมีคนไข้อุทิศร่างกายให้ศึกษาเรื่องวิญญาณ นักวิทยาศาสตร์จึงได้นำคนไข้ไปนอนในครอบแก้วใสที่ถูกผนึกเป็นอย่างดีและมีอากาศให้คนไข้หายใจจนวาระสุดท้าย รอบตัวคนไข้มีเครื่องมือวิทยาศาสตร์ทันสมัยล่าสุดคอยตรวจจับดูว่าเมื่อคนไข้เสียชีวิต วิญญาณที่ออกจากร่างของคนไข้จะเป็นอะไร

แม้จะลงทุนทำกันถึงขนาดนั้น แต่เมื่อคนไข้เสียชีวิต เครื่องมือวิทยาศาสตร์อันทันสมัยก็ไม่ได้รายงานอะไรให้นักวิทยาศาสตร์ได้รู้จนกระทั่งถึงปัจจุบันว่าวิญญาณเป็นอะไร วิญญาณจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่มนุษย์มองไม่เห็นและไม่มีความรู้ แต่มนุษย์เชื่อว่ามีอยู่

ในสมัยของนบีมุฮัมมัด มีชาวอาหรับมาถามท่านว่าวิญญาณคืออะไร เจอคำถามแบบนี้เข้า นบีมุฮัมมัดถึงกับนิ่งอึ้ง พระเจ้าจึงดลใจให้ท่านตอบผู้ถามว่าไม่มีมนุษย์คนใดรู้ว่าวิญญาณเป็นอะไร ความรู้เรื่องนี้อยู่ที่พระเจ้า ถ้าพระเจ้าไม่ให้ความรู้เรื่องนี้ มนุษย์ก็ไม่อาจรู้ได้ แค่รู้ว่าวิญญาณมีอยู่จริงและวิญญาณคือชีวิตที่แท้จริงก็พอแล้ว

แต่เรื่องที่สำคัญกว่าการรู้ว่าวิญญาณมีอยู่จริงก็คือจะทำอย่างไรให้วิญญาณบริสุทธิ์ผ่องแผ้วและเป็นนายที่ดี ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญที่มนุษย์ต้องค้นหาคำตอบและวิธีการ เพราะวิญญาณคือผู้บงการอวัยวะของมนุษย์ดังคำพูดที่ว่า “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว” ถ้าวิญญาณเป็นนายที่ดี นายที่ดีก็จะไม่บงการบ่าวแขนขาให้ทำความชั่ว แต่ถ้าวิญญาณเป็นนายชั่ว นายชั่วก็จะไม่บงการบ่าวแขนขาให้ทำความดี อนาคตของมนุษย์ในโลกหลังความตายจะดีหรือร้ายก็อยู่ที่มนุษย์รู้จักวิธีการควบคุมวิญญาณของตนหรือไม่

เมื่อวิทยาศาสตร์ไม่อาจให้คำตอบเรื่องวิญญาณซึ่งเป็นชีวิตที่แท้จริงได้ มนุษย์จึงจำเป็นต้องศึกษาเรื่องนี้จากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เพื่อที่จะใช้ชีวิตได้อย่างถูกต้อง แต่เมื่อมนุษย์ไม่ได้เป็นผู้สร้างชีวิตทั้งทางด้านร่างกายและวิญญาณ เราจะไปหาคำตอบที่เชื่อถือได้จากใคร ถ้าไม่ใช่พระเจ้าผู้สร้างชีวิต

เนื่องจากพระเจ้าสร้างมนุษย์ให้มีชีวิตอยู่ในโลกนี้เป็นการชั่วคราว มนุษย์ทุกคนจึงต้องตาย แต่ความตายมิใช่จุดสุดท้ายของชีวิต ความตายเป็นแค่เพียงประตูที่เปิดให้วิญญาณซึ่งเป็นชีวิตที่แท้จริงก้าวผ่านจากโลกนี้ไปสู่โลกหน้า หรืออาจจะกล่าวได้ว่าความตายเป็นการเกิดใหม่อีกครั้งหนึ่งของวิญญาณเหมือนกับทารกที่คลอดออกมาจากโลกแห่งครรภ์มารดาสู่โลกใบนี้ แม้ชีวิตของมนุษย์ในโลกนี้จะมีเวลายาวกว่าโลกแห่งครรภ์มารดา แต่เวลาในโลกหลังความตายนั้นไม่มีวันสิ้นสุด

วิทยาศาสตร์ยืนยันความจริงในเรื่องนี้เมื่อมีการค้นพบว่าจักรวาลมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและไม่มีใครรู้ว่าขอบเขตของจักรวาลสิ้นสุดตรงที่ใด

ด้วยเหตุนี้ หลักความเชื่อในเรื่องโลกหน้าจึงเป็นหลักคำสอนพื้นฐานสำคัญอย่างหนึ่งของทุกศาสนา เพียงแต่คำสอนนั้นถูกกล่าวไว้ด้วยคำพูดที่ต่างกัน เช่น นรกและสวรรค์ วันแห่งการพิพากษา วันแห่งการฟื้นคืนชีพ เป็นต้น

ชาวอาหรับในสมัยนบีมุฮัมมัดไม่เชื่อว่าร่างกายของมนุษย์ที่ยุ่ยสลายกลายเป็นธุลีไปแล้วจะกลับมาฟื้นคืนชีพเป็นรูปร่างมนุษย์ดังเดิมอีก คัมภีร์กุรอานจึงพูดถึงเรื่องปรากฏการณ์ที่น้ำทะเลถูกแสงแดดแผดเผาระเหยกลายเป็นไอลอยขึ้นไปกลายเป็นเมฆ เมื่อรวมตัวกันเป็นก้อนใหญ่ไม่นานก็ลอยลงต่ำ และเมื่อกระทบกับความเย็น เมฆก็กลายเป็นน้ำฝนตกลงมาบนโลกอีกครั้งหนึ่ง มีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอีกมากมายที่ยืนยันถึงเรื่องการฟื้นคืนชีพหลังความตาย

ความเชื่อในเรื่องการฟื้นคืนชีพหลังความตายและเรื่องโลกหน้าที่ตาเนื้อของมนุษย์มองไม่เห็นนี้มีส่วนสำคัญต่อการกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ ใครที่เชื่อในเรื่องการฟื้นคืนชีพและการตอบแทนในโลกหน้า พฤติกรรมก็จะเป็นแบบหนึ่ง แต่ถ้าใครไม่เชื่อในเรื่องนี้ พฤติกรรมก็จะเป็นเหมือนปลาโง่ที่ถูกเตือนว่าอย่างับเหยื่อที่ถูกเกี่ยวเบ็ดมา มิเช่นนั้นมันจะติดเบ็ดและถูกดึงขึ้นไปสู่อีกโลกหนึ่งซึ่งไม่มีน้ำ เมื่อไปถึงโลกเหนือน้ำแล้ว มันจะถูกนำไปต้มหรือนำไปย่าง

ปลาโง่บางตัวไม่เชื่อคำเตือนเพียงเพราะตามองไม่เห็น จึงงับเหยื่อและติดเบ็ด เมื่อพรานเบ็ดลากปลาตัวนั้นขึ้นไปพ้นน้ำ มันจึงเพิ่งเห็นว่าโลกที่ไม่มีน้ำนั้นมีอยู่จริง แต่เมื่อไปถึงโลกนั้นแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นไปตามคำเตือนที่กล่าวไว้ทุกประการ

ผู้ใหญ่สอนว่ากินปลาแล้วจะฉลาด ดังนั้น กินปลาแล้วอย่าโง่เหมือนปลาตัวนั้นนะครับ

 

 

Thai